Thailandholistic

สปาเป็นมาอย่างไร ประวัติของสปา

คำว่า “สปา” นั้นมาจากตัวอักษรภาษาอังกฤษ คือ S P A ซึ่งเป็นคำย่อจากภาษาละตินคือ SANUS PER AQUA แปลว่าการผ่อนคลายโดยใช้น้ำธรรมชาติ

 

ประวัติการใช้น้ำในการบำบัดรักษามีอยู่โดยทั่วไปในทุกภูมิภาคของโลก

 

กิจกรรมที่ใช้น้ำทั้งทางตรงและทางอ้อมของสปามีอยู่หลายกิจกรรมด้วยกัน อาทิเช่น การนวดประคบแผนไทย การใช้วารีบำบัดแช่โคลนหรือสาหร่ายแบบตะวันตกโดยจะสังเกตได้ว่าประเทศในแถบเมืองร้อนจะมีกุศสโลบายในการใช้น้ำที่แยบยล เช่น นำน้ำมาต้มเป็นไอน้ำ การนำน้ำมาผสมสมุนไพรขัดและพอกผิวต่าง ๆ แต่กลุ่มประเทศเมืองหนาวนั้นจะใช้วิธีการผสมสิ่งที่มาจากธรรมชาติลงในน้ำ แล้วใช้การแช่ร่างกายลงไปโดยตรงเลยอาจจะเป็นเพราะมีฤดูหนาวที่ยาวนานการลงอาบแช่น้ำจึงไม่ค่อยมีโอกาสมากนักก็เป็นได้

ส่วนประเทศร้อนอย่างเช่นประเทศไทยเรานั้นมีแม่น้ำลำคลองมากมาย การลงแช่ในน้ำธรรมชาติจึงเป็นความคุ้นเคยจนนึกไม่ถึงว่านั้นเป็นสปาแบบง่าย ๆ นั่นเองกิจกรรมสปานั้นดูจะเป็นวัฒนธรรมที่สืบสานต่อกันมาทั่วทุกมุมโลกแล้วแต่วัฒนธรรมและประเพณีการใช้น้ำในชุมชนนั้นๆ

ที่มีจดบันทึกเรื่องราวพอที่จะเรียนรู้ได้บ้างมีการค้นพบทางประวัติศาสตร์ว่าชาวกรีกใช้น้ำเป็นจุดเริ่มต้นของการบำบัดรักษาโรค โดยมีความเชื่อในตำนานเทพเจ้าว่า ซีอุส (Zeus) เทพเจ้าแห่งสวรรค์ในเทพนิยายกรีกโบราณผู้เป็นประมุขแห่งเทพเจ้าทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ทั้งบนสวรรค์และพื้นดิน เป็นผู้บันดาลให้เกิดการบำบัดรักษาและบันดาลสุขภาพที่ดีให้กับหมู่ชนนอกจากนี้ยังมีเทพแอสคลีปุอุส (Asclepius) บุตรแห่งเทพเจ้าอโพโล (Apollo) ที่รู้จักกันดีว่าเป็นเทพเจ้าแห่งการรักษา โดยมีเรื่องราวเกี่ยวกับน้ำเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยทุกครั้งไป

 

 

ในวิหารแห่งกรีก การอาบจากแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ในเตรียมบูชาเทพเจ้าและวารีบำบัด เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาด้วพิธีกรรมทางศาสนาเทพ “Asclepius” ผู้มีเครื่องหมายเป็นรูปงูใหญ่อันเป็นสัญลักษณ์ของสายน้ำแห่งชีวิต และต่อมาได้ถูกใช้เป็นเครื่องหมายอันเป็นสัญลักษณ์ทางการแพทย์จนกระทั่งทุกวันนี้ Hippocrates ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งวงการแพทย์ เป็นผู้สืบสายโลหิตมากจากเทพ Asclepius และเป็นผู้ริเริ่มการแพทย์แบบโฮมีโอพาธี (Homeopathey) ซึ่งการใช้ยาเพียงเล็กน้อยแต่เลือกใช้แนวทางธรรมชาติบำบัด และการใช้วารีบำบัด เขายังเชื่อว่าน้ำทะเล การอบและประคบไอน้ำ การเช็ดตัวด้วยฟองน้ำธรรมชาติ รวมทั้งการดื่มน้ำและการอาบน้ำ เป็นการบำบัดที่มีอิทธิพลต่อความทุเลาของอาการเจ็บป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจ

การใช้น้ำแร่บำบัดโรคภัยไข้เจ็บมีมาตั้งแต่ 500 ปีก่อนคริสตกาลแล้ว มีหลักฐานว่าในประเทศกรีซและหมู่เกาะเอเจียน มีแหล่งน้ำพุร้อนที่ถูกสร้างเป็นคลินิกการใช้น้ำเพื่อบำบัดรักษาโรคได้แพร่หลายไปทั่วยุโรป โดยเฉพาะในยุคที่อาณาจักรโรมันเรืองอำนาจ ชาวโรมันได้สร้างบ่อน้ำตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อใช้ประโยชน์จากการลงไปแช่ตัวในน้ำซึ่งหลายแห่งยังคงมีอยู่ตราบจนทุกวันนี้ และยังคงได้รับการดูแลรักษาไว้เป็นอย่างดี เช่นที่เมืองบาธ (Bath) ในอังกฤษ ที่บาเดน (Baden) ในเยอรมัน ที่บาดรากาซ (Badragaz) ในสวิตเซอร์แลนด์ และที่ทิเบอร์เรียส (Tiberrias) ในอิสราเอลแต่เมื่ออาณาจักรโรมันล่มสลาย ความนิยมในการแช่ตัวในบ่อน้ำก็ลดลงไป

ในสมัยต่อมานายแพทย์ชาวอังกฤษ Dr. Erasmus Darwin ซึ่งเป็นบิดาของ Charles Darwin ได้รายงานถึงผลดีของการบำบัดด้วยน้ำไว้อย่างมากมาย และได้ใช้วิธีการดังกล่าวกับลูกชายของตนอีกด้วยแต่ก็เป็นเรื่องที่แปลกที่การใช้น้ำเพื่อการบำบัดรักษากลับไม่ได้รับความเชื่อถือในอังกฤษอีกต่อไป แต่ในอเมริกา Benjamin Fraklin รัฐบุรุษและนักปรัชญาผู้มีชื่อเสียงได้เป็นผู้ริเริ่มวัฒนธรรมและเขายังได้รับการยอมรับจากผู้ที่ออกกำลังกายอีกด้วยในช่วงสุดท้ายของชีวิตที่ถูกรุกรานด้วยความเจ็บป่วยเขารู้ดีว่าการลงไปแช่ตัวในน้ำอุ่นวันละหลาย ๆ ครั้ง เป็นหนทางที่ช่วยให้เขาดำเนินชีวิตอยู่ด้วยได้ตราบจนวาระสุดท้ายแห่งชีวิต

 

 

การบำบัดด้วยน้ำ (Water therapy) ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางไปทั่วยุโรป นอกจากนี้ยังมีการค้นพบการใช้น้ำในการบำบัดรักษาด้วยน้ำ โดย Vincent Priessnitz ชาวออสเตรียฮังการี และSebastian Kneipp ชาวเยอรมัน ทำให้การใช้วารีบำบัดถือกำเนิดขึ้น

 

 

จากหลักการดังกล่าวตามสถานที่ที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำอันบริสุทธิ์ตามธรรมชาติธุรกิจสปาที่เริ่มในภูมิภาคเอเชียนั้น ได้รับอิทธิพลจากชาวตะวันตกที่นิยมการใช้เวลาในการหยุดพักผ่อนแล้วท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆ ประเทศในแถบตะวันออกเกือบทุกประเทศ นับได้ว่าเป็นแหล่งรวมความสนใจของชาวตะวันตกที่ต้องการมาท่องเที่ยวพักผ่อน

ไม่เพียงแต่ความสวยงามของสถานที่และบ้านเมืองวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวตะวันออกในแต่ละประเทศจะมีเอกลักษณ์เฉพาะของตนเองที่แตกต่างกับชาวตะวันตกเป็นอย่างมาก จึงทำให้มีการกลับมาเที่ยวอีกเป็นประจำอีกทั้งอัตราค่าครองชีพของประเทศทางแถบตะวันออกเมื่อเที่ยวกับทางตะวันตกแล้วนับได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่ากันมาก

          แหล่งบริการสปาในประเทศทางตะวันออกเริ่มเกิดขึ้นโดยกลุ่มคนชาวตะวันตกที่ได้มาพบเห็นทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมของชาวตะวันออกรวมทั้งการที่ชาวตะวันตกเองนิยมกลับมาเที่ยวพักผ่อนเป็นประจำจึงทำให้เกิดธุรกิจสปาเป็นส่วนเสริมที่เกิดขึ้นก็คือนอกจากจะได้มาเที่ยวพักผ่อนแล้วยังได้ดูแลตนเองในเรื่องของสุขภาพในแนวธรรมชาติบำบัดแบบองค์รวม